ไม่ได้ไปแม่แจ่มแต่ได้หนังสือแจ๋มๆกลับมาเล่มนึง ชื่อ "เร็วไม่ว่าแต่ช้าให้เป็น"
เราเริ่มสังเกตตัวเองว่าเราเดินเร็วมากทั้งในเวลาที่ไม่จำเป็นเมื่อประมาณปีก่อน และเริ่มสังเกตตัวเองในเรื่องต่อมาอีกหลายอย่าง
ตอนเด็กสมัยประถมเราได้ฟังคำสั่งจากครูว่า "ใครเสร็จก่อนไปกินข้าวก่อน" ในคาบวิชาที่อยู่ก่อนเที่ยง เราเป็นคนแรกๆที่ได้ออกจากห้องเรียน แต่การได้ออกจากห้องก่อนใครก็ไม่ใช่ว่าเราจะไปวิ่งเล่น สิ่งที่ทำคือรับมาถึงโรงอาหารพร้อมกับการบ้านที่ต้องกลับไปทำตอนเย็น เอามาทำแข่งกันกับเพื่อนตอนช่วงเวลาอาหารกลางวัน เราผลัดกันชนะและแพ้ทุกวัน มันคือความมันส์ของชีวิตสมัยนั้น
โตขึ้นมาหน่อยช่วงมัธยม เรากึ่งเดินกึ่งวิ่งตลอดเวลา ทำอะไรได้รวดเร็วไม่ต่างกับตอนเด็ก ครูชอบใช้งานอยู่บ่อยๆเพราะรู้สึกว่าทันใจดี
หลังจากมัธยมเราเคยต้องกินยาช่วยย่อยอาหารเนื่องจาการกินข้าวเร็วเกินไป เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ พร้อมกันกับเพื่อนซี้คนหนึ่ง
เวลาสมัครงานเรามักสาธยายความสามารถตัวเองว่า "i am fast learner" อยากบอกใครต่อใครว่า ชั้นรู้เร็ว ทำเร็วกว่าใครนะ
เรายึดติดกับเวลาโดยให้เวลามาเป็นผู้นำเราตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ มารู้อีกทีก็รู้สึกว่าตัวเองอาการหนักซะแล้ว เราหงุดหงิดเวลาเดินถนนแล้วคนข้างหน้าเดินช้ากว่าเรา เราพยายามเปลี่ยนช่องทางการจ่ายเงินค่าทางด่วนเพียงแค่เห็นช่องอื่นมีรถน้อยกว่าแค่หนึ่งคัน
เราเลือกซื้อโน๊ตบุคที่ความเร็วสูงพร้อมกับเพิ่มความเร็วอีก หากคิดย้อนกลับไปเมื่อสมัยมีคอมพิวเตอร์กันใหม่ๆ เราคุยกันที่ความเร็ว 16M 32M หากใครมีถึง 56M นี่ก็ไฮโซสุดๆแล้ว แต่ปัจจุบันปาไปไม่รู้เท่าไหร่แล้ว ความเร็วไม่เคยพอจริงๆ อินเตอร์เนตสมัยก่อน 56k ก็ใช้ได้ แต่พอมาตอนนี้ความเร็วที่ 1M พอเห็นโฆษณาที่มีปลาฉลามวิ่งและคุยว่าความเร็วไปถึง 2M แล้วอาการน้ำลายยืดอยากได้ก็เกิดขึ้น เวลาท่องเวปอยู่ ขณะที่โหลดหน้านั้นๆ บางทีเวลาผ่านไปแค่ไม่กี่วินาทีเราก็พยายามจะคลิ๊กเมาส์ไปมา ทั้งๆที่มันไม่ได้ช่วยให้หน้านั้นโหลดเร็วกว่าเดิม มันเป็นแค่การระบายอารมณ์ที่เรียกว่า "รอไม่ได้" ออกมาเท่านั้นเอง
เราอ่านหนังสือเล่มนี้ยังไม่จบแต่รู้สึกดีที่หนังสือพูดถึงอาหารช้าๆ slow food เมืองช้าๆ citta slow คือเมืองหนึ่งในอิตาลี ผู้คนไม่ต้องรีบ ไม่เป็นทาสของเวลา ไม่มีเสียงบิดมอเตอร์ไซด์ดังลั่น ไม่มีความวุ่นวายเร่งรีบให้ทันเข็มนาฬิกา
ตัดมาจากคำนำให้อ่านซักท่อนนึงแล้วกัน
"ทุกวันนี้เรามีเทคโนโลยีทุ่นเวลามากมาย เช่น รถยนต์ หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เครื่องต้มน้ำ เตาไมโครเวฟ โทรศัพท์มือถือ ส่วนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกแทบทุกชนิดก็ทำงานได้รวดเร็วมากขึ้น ชนิดเปิดปุ๊บติดปั๊บ เช่น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ แต่น่าแปลกที่เรากลับมีเวลาว่างน้อยลง จนนอกจากจะนอนไม่เพียงพอ และต้องกินอาหารอย่างเร่งรีบแล้ว ยังแทบไม่มีเวลาให้กับคนในครอบครัวด้วยซ้ำ
ดูเหมือนว่ายิ่งมีเทคโนโลยีทุ่นเวลามากเท่าไร ชีวิตเรากลับเร่งรีบและวุ่นวายมากเท่านั้น หากเปรียบเทียบกับชีวิตของเราในอดีต หรือของคนชนบทในปัจจุบัน จะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน เพราะแม้จะมีเทคโนโลยีไม่มากนัก แต่ชีวิตกลับเนิบช้าและมีเวลาว่างอย่างเห็นได้ชัด ที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะมีสิ่งเสพสิ่งบริโภคไม่มากนั่นเอง"
หนังสือเล่มนี้ทำให้เรารู้สึกถึงเสน่ห์ของความช้า ทั้งๆที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราคิดว่าเราแน่ ที่ทำอะไรได้เร็วกว่าคนอื่น และคิดว่าคนที่ทำอะไรช้าคือคนโง่
เราเคยนั่งรถกับพี่ชายคนหนึ่งที่ขับด้วยความเร็ว 60 กม./ชม. เราหงุดหงิดและขอขับเอง เราไม่เคยรู้สึกศรัทธาพี่คนนั้นเลย จนกระทั่งวันนี้ เวลาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าพี่ชายคนนี้ทำทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยความอ้อยอิ่ง ปัจจุบันพี่ชายคนนี้ทำงานในตำแหน่ง Area manager บริษัทข้ามชาติ ข้ามน้ำ ข้ามทะเลมาจากประเทศจีน ประเทศที่ผู้คนดูวุ่นวาย แต่ความเชื่องช้านั้นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคเลยแม้แต่นิดเดียว
ก่อนอ่านหนังสือเล่มนี้เราพยามยามตัดสิ่งเร้า สิ่งกระตุ้นให้เราเร็วขึ้นไปบ้างแล้ว
เราตัดสินใจขายโน๊ตบุ๊ค เพราะรู้สึกว่ามันเป็นตัวที่ทำให้เวลาวันนึงของเราน้อยลง เราไม่มีเวลาอ่านหนังสือ เขียนไดอารี่เหมือนเมื่อก่อน เราไม่มีเวลานั่งคุยกับตัวเอง เรามัวแต่ทำอะไรก็ไม่รู้กับเพื่อนหน้าเหลี่ยม จ้องหน้ากันอยู่ได้ทั้งวันทั้งคืน
ผลที่ได้จากการสลัดโน๊ตบุ๊คไปคือเรามีเวลามากขึ้นอย่างที่ตั้งใจจริงๆ เราไม่ต้องเดินแบกหน้าเหลี่ยมนั้นขึ้นหลังทุกวันเวลาออกจากบ้าน กลับมาถือแค่พ็อกเก็ตบุ๊คเบาๆเล่มนึงก็พอ เรามีเวลานั่งถกปัญหาบ้านเมืองกับคนใกล้ตัวมากขึ้น จากที่ต้องไปถกเถียงกันตามกระทู้ต่างๆ ความสัมพันธ์ก็ดีมากขึ้น
ที่สำคัญ เราหายจากอาการปวดหัวที่เหมือนจะเป็นโรคประจำตัว ก่อนหน้านั้นเราปวดหัวเป็นประจำ แต่ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้แน่ชัดนักว่ามันเกิดจากเพื่อนเหลี่ยมจริงหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป
หลังจากอ่านหนังสือไปแล้ว เราสังเกตได้ว่าตัวเราเร็วน้อยลง เนื่องจากการควบคุมไม่ให้เกินพิกัด เราเหนื่อยน้อยลง มีสมาธิมากขึ้น และคิดหวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้นในวันต่อๆไป
ลองมาเดินให้ช้าลง ดูนาฬิกาให้น้อยลงกันมั๊ย