จิกตีน

posted on 27 Jun 2008 21:38 by somland

 

หากคุณได้อ่าน entry นี้ในเวลาที่เพิ่งพิมพ์เสร็จหมาดๆ นั่นอาจหมายถึง

1.คุณไม่คุ้นเคยกับชีวิตกลางคืน แสงสีราตรี โซดา พริตตี้ เวกกี้

2. เงินเดือนคุณยังไม่ออกไม่สามารถไปเที่ยวได้ ฮ่า ฮ่า สมน้ำหน้า

3. คุณไม่มีเพื่อนที่ว่างพอที่จะไปท่องราตรีกับคุณได้

4. สุดท้ายอาจเป็นเพราะแฟนคุณดุมาก ขีดเส้นตายว่าถ้าไปเลิกกัน

...

วันศุกร์..

ใครไม่รู้ที่ปลูกฝังจิตสำนึกให้เราไว้ว่า วันศุกร์จะเป็นวันแห่งปาร์ตี้ มีความสุข

เราเองก็เชื่อ และมีพฤติกรรมแบบนั้นมาโดยตลอด

ศุกร์ไหนไม่สุข มันจะเศร้ากว่าวันอื่นที่ไม่สุข

อาจเป็นเพราะเราคาดหวังและมองภาพสัญลักษณ์ของวันศุกร์ไม่ใช่สีฟ้าอย่างที่ท่องตอนเด็กๆแล้ว

วันศุกร์ของเรามันมองเห็นภาพแสงสี แก้วเบียร์ เสียงเพลง ผู้คนกับเสียงหัวเราะ

...

สองปีมาแล้ว

ที่เราไม่ต้องการเข้าไปสัมผัสกับแสงสี เสียงเพลงดังสนั่นที่บังคับให้หัวใจเราต้องเต้นตามจังหวะมันด้วย เราไม่ได้บอกว่าสถานบันเทิงพวกนั้นน่าเกลียด น่าขยะแขยง แต่เมื่อเวลาผ่านไปมันกลับไม่ใช่ที่ๆเราจะรู้สึกมั่นใจที่จะยืนอยู่ตรงนั้นแล้ว

เราเบื่อที่จะต้องไปจิกตีนอย่างกับเต้นบัลเล่ เบื่อที่จะต้องทำตัวอย่างกับอยู่ในงานเทกระจาดรุมๆรวมๆอยู่กับมนุษย์มากมาย เบื่อกลิ่นควันในห้องกระจกที่เหมือนกับบ้านอยู่ใกล้เตาเผาขยะ

ที่สำคัญคือเบื่อไปอั้นฉี่ เราเคยไปที่นึง เรายืนจิกตีนเต้นบัลเล่อยู่พอปวดฉี่ก็ยังไม่ไปกะว่าไปทีเดียวแล้วกัน รอให้ถึงขีดสุดก่อน ปรากฎว่าเมื่อถึงขีดสุดกว่าจะเดินเบียดกับนักบัลเล่คนอื่นไปจนถึงห้องน้ำ โอโนชะยามะ คนเข้าคิวที่นั่นยาวเหลือเกิน แล้วคิดดูแต่ละคนที่มารอนั้นล้วนดื่มมามากมายเต็มกระเพาะฉี่หมดแล้ว แล้วกว่าจะเข้าห้องน้ำ ปลดตะขอกางเกงยืนตัวรัดก็ยากแสนยากแล้ว ยังต้องฉี่ให้สุดซะด้วย ไม่อยากให้มันเหลืออยู่ในร่างกายอีกแล้ว คุณเคยปวดฉี่แล้วสุดทนมั๊ย มันจะยิ่งออกยากกว่าตอนปวดธรรมดาอีกนะ นั่นแหละ ทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 15 นาที มันอาจไม่นานถ้าใช้สำหรับนั่งกินก๋วยเตี๋ยว แต่มันนานเป็นปีสำหรับคนปวดฉี่ วันต่อมากระเพาะปัสสาวะอักเสบ คุ้มมั๊ยล่ะ

...

เอาเป็นว่าถ้าตอนนี้คุณได้อ่าน entry นี้ก็แปลว่าคุณไม่ได้อยู่ในสถานที่ที่ต้องจิกตีนแน่ๆ เรามาเต้นแบบเต็มตีนกันดีกว่า ม่ะ

ว่ากันว่า..

posted on 25 Jun 2008 08:21 by somland  in Indoor

 

ว่ากันว่า "ชีวิตก็เหมื่อนการว่ายน้ำ ถ้าเรามัวแต่วักน้ำเข้าหาตัว เราจะจม แต่ถ้าเราวักน้ำออกจากตัว ตัวเราจะลอย"

...

หลังจากที่แปรผันมานั่งทำงานใน office อยู่ในอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ เดินเข้าอาคาร กดลิฟต์ในเวลาเดียวกับคนอีกนับร้อย ตอนกลางวัน กดลิฟต์เวลาเดียวกันอีกเพื่อลงไปเติมพลังให้ร่างกาย (แต่ไม่มีเวลาและสถานที่ให้เติมพลังใจ) ขึ้นมาทำงานตอนบ่าย แล้วก็กดลิฟต์อีกครั้งเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อปลดปล่อยตัวเอง

เราเพิ่งมาเริ่มทำงานในแบบนี้แค่สัปดาห์ที่สาม เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในหัวจิตหัวใจ บางคนอาจจะหาว่าพูดเกินไป แต่เรารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

เมื่อคืนเราเลยตัดสินใจนั่งเงียบๆ หยิบหนังสือที่ซื้อมาแล้วยังไม่ได้อ่านมานั่งละเลียดเปิดทีละหน้าอย่างใจเย็น

...

ว่ากันว่า "สภาวะแวดล้อมมีผลต่อพฤติกรรมของคน"

เราก็เชื่อว่ามันมีผล แต่อาจจะไม่มากเท่ากับตัวและใจของเราเอง หลายวันมานี้เราฝันถึงเรื่องงาน เรื่องที่พบเจอมาในแต่ละวันแทบทุกคืน

แต่เมื่อคืนกลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น เรานอนหลับสบายกว่าคืนก่อน

ซึ่งยังหาเหตุผลไม่ได้ว่าเกิดเนื่องมาจากอะไร

เพราะเราอ่านหนังสือ เพราะสวดมนต์ เพราะเหนื่อยมาก หรืออะไรก็ไม่รู้

...

ว่ากันว่า "สิ่งที่เร็วที่สุดคือใจ"

ก็คงจริง บางทีตัวยังไปไม่ถึงไหนเลย ใจเราไปถึงแล้ว เราตั้งใจว่าจะพยายามรั้งความเร็วของใจให้ดีกว่านี้ เพื่อให้วันนึงใจจะได้ไม่ไปไกลเกินตัวนัก

...

 

 

 

ไม่ได้ไปแม่แจ่มแต่ได้หนังสือแจ๋มๆกลับมาเล่มนึง ชื่อ "เร็วไม่ว่าแต่ช้าให้เป็น"

เราเริ่มสังเกตตัวเองว่าเราเดินเร็วมากทั้งในเวลาที่ไม่จำเป็นเมื่อประมาณปีก่อน และเริ่มสังเกตตัวเองในเรื่องต่อมาอีกหลายอย่าง

ตอนเด็กสมัยประถมเราได้ฟังคำสั่งจากครูว่า "ใครเสร็จก่อนไปกินข้าวก่อน" ในคาบวิชาที่อยู่ก่อนเที่ยง เราเป็นคนแรกๆที่ได้ออกจากห้องเรียน แต่การได้ออกจากห้องก่อนใครก็ไม่ใช่ว่าเราจะไปวิ่งเล่น สิ่งที่ทำคือรับมาถึงโรงอาหารพร้อมกับการบ้านที่ต้องกลับไปทำตอนเย็น เอามาทำแข่งกันกับเพื่อนตอนช่วงเวลาอาหารกลางวัน เราผลัดกันชนะและแพ้ทุกวัน มันคือความมันส์ของชีวิตสมัยนั้น

โตขึ้นมาหน่อยช่วงมัธยม เรากึ่งเดินกึ่งวิ่งตลอดเวลา ทำอะไรได้รวดเร็วไม่ต่างกับตอนเด็ก ครูชอบใช้งานอยู่บ่อยๆเพราะรู้สึกว่าทันใจดี

หลังจากมัธยมเราเคยต้องกินยาช่วยย่อยอาหารเนื่องจาการกินข้าวเร็วเกินไป เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ พร้อมกันกับเพื่อนซี้คนหนึ่ง

เวลาสมัครงานเรามักสาธยายความสามารถตัวเองว่า "i am fast learner" อยากบอกใครต่อใครว่า ชั้นรู้เร็ว ทำเร็วกว่าใครนะ

เรายึดติดกับเวลาโดยให้เวลามาเป็นผู้นำเราตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ มารู้อีกทีก็รู้สึกว่าตัวเองอาการหนักซะแล้ว เราหงุดหงิดเวลาเดินถนนแล้วคนข้างหน้าเดินช้ากว่าเรา เราพยายามเปลี่ยนช่องทางการจ่ายเงินค่าทางด่วนเพียงแค่เห็นช่องอื่นมีรถน้อยกว่าแค่หนึ่งคัน

เราเลือกซื้อโน๊ตบุคที่ความเร็วสูงพร้อมกับเพิ่มความเร็วอีก หากคิดย้อนกลับไปเมื่อสมัยมีคอมพิวเตอร์กันใหม่ๆ เราคุยกันที่ความเร็ว 16M 32M หากใครมีถึง 56M นี่ก็ไฮโซสุดๆแล้ว แต่ปัจจุบันปาไปไม่รู้เท่าไหร่แล้ว ความเร็วไม่เคยพอจริงๆ อินเตอร์เนตสมัยก่อน 56k ก็ใช้ได้ แต่พอมาตอนนี้ความเร็วที่ 1M พอเห็นโฆษณาที่มีปลาฉลามวิ่งและคุยว่าความเร็วไปถึง 2M แล้วอาการน้ำลายยืดอยากได้ก็เกิดขึ้น เวลาท่องเวปอยู่ ขณะที่โหลดหน้านั้นๆ บางทีเวลาผ่านไปแค่ไม่กี่วินาทีเราก็พยายามจะคลิ๊กเมาส์ไปมา ทั้งๆที่มันไม่ได้ช่วยให้หน้านั้นโหลดเร็วกว่าเดิม มันเป็นแค่การระบายอารมณ์ที่เรียกว่า "รอไม่ได้" ออกมาเท่านั้นเอง

เราอ่านหนังสือเล่มนี้ยังไม่จบแต่รู้สึกดีที่หนังสือพูดถึงอาหารช้าๆ slow food เมืองช้าๆ citta slow คือเมืองหนึ่งในอิตาลี ผู้คนไม่ต้องรีบ ไม่เป็นทาสของเวลา ไม่มีเสียงบิดมอเตอร์ไซด์ดังลั่น ไม่มีความวุ่นวายเร่งรีบให้ทันเข็มนาฬิกา

ตัดมาจากคำนำให้อ่านซักท่อนนึงแล้วกัน

"ทุกวันนี้เรามีเทคโนโลยีทุ่นเวลามากมาย เช่น รถยนต์ หม้อหุงข้าวไฟฟ้า เครื่องต้มน้ำ เตาไมโครเวฟ โทรศัพท์มือถือ ส่วนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกแทบทุกชนิดก็ทำงานได้รวดเร็วมากขึ้น ชนิดเปิดปุ๊บติดปั๊บ เช่น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ แต่น่าแปลกที่เรากลับมีเวลาว่างน้อยลง จนนอกจากจะนอนไม่เพียงพอ และต้องกินอาหารอย่างเร่งรีบแล้ว ยังแทบไม่มีเวลาให้กับคนในครอบครัวด้วยซ้ำ

ดูเหมือนว่ายิ่งมีเทคโนโลยีทุ่นเวลามากเท่าไร ชีวิตเรากลับเร่งรีบและวุ่นวายมากเท่านั้น หากเปรียบเทียบกับชีวิตของเราในอดีต หรือของคนชนบทในปัจจุบัน จะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน เพราะแม้จะมีเทคโนโลยีไม่มากนัก แต่ชีวิตกลับเนิบช้าและมีเวลาว่างอย่างเห็นได้ชัด ที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะมีสิ่งเสพสิ่งบริโภคไม่มากนั่นเอง"

หนังสือเล่มนี้ทำให้เรารู้สึกถึงเสน่ห์ของความช้า ทั้งๆที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราคิดว่าเราแน่ ที่ทำอะไรได้เร็วกว่าคนอื่น และคิดว่าคนที่ทำอะไรช้าคือคนโง่

เราเคยนั่งรถกับพี่ชายคนหนึ่งที่ขับด้วยความเร็ว 60 กม./ชม. เราหงุดหงิดและขอขับเอง เราไม่เคยรู้สึกศรัทธาพี่คนนั้นเลย จนกระทั่งวันนี้ เวลาก็ได้พิสูจน์แล้วว่าพี่ชายคนนี้ทำทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยความอ้อยอิ่ง ปัจจุบันพี่ชายคนนี้ทำงานในตำแหน่ง Area manager บริษัทข้ามชาติ ข้ามน้ำ ข้ามทะเลมาจากประเทศจีน ประเทศที่ผู้คนดูวุ่นวาย แต่ความเชื่องช้านั้นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคเลยแม้แต่นิดเดียว

ก่อนอ่านหนังสือเล่มนี้เราพยามยามตัดสิ่งเร้า สิ่งกระตุ้นให้เราเร็วขึ้นไปบ้างแล้ว

เราตัดสินใจขายโน๊ตบุ๊ค เพราะรู้สึกว่ามันเป็นตัวที่ทำให้เวลาวันนึงของเราน้อยลง เราไม่มีเวลาอ่านหนังสือ เขียนไดอารี่เหมือนเมื่อก่อน เราไม่มีเวลานั่งคุยกับตัวเอง เรามัวแต่ทำอะไรก็ไม่รู้กับเพื่อนหน้าเหลี่ยม จ้องหน้ากันอยู่ได้ทั้งวันทั้งคืน

ผลที่ได้จากการสลัดโน๊ตบุ๊คไปคือเรามีเวลามากขึ้นอย่างที่ตั้งใจจริงๆ เราไม่ต้องเดินแบกหน้าเหลี่ยมนั้นขึ้นหลังทุกวันเวลาออกจากบ้าน กลับมาถือแค่พ็อกเก็ตบุ๊คเบาๆเล่มนึงก็พอ เรามีเวลานั่งถกปัญหาบ้านเมืองกับคนใกล้ตัวมากขึ้น จากที่ต้องไปถกเถียงกันตามกระทู้ต่างๆ ความสัมพันธ์ก็ดีมากขึ้น

ที่สำคัญ เราหายจากอาการปวดหัวที่เหมือนจะเป็นโรคประจำตัว ก่อนหน้านั้นเราปวดหัวเป็นประจำ แต่ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้แน่ชัดนักว่ามันเกิดจากเพื่อนเหลี่ยมจริงหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

หลังจากอ่านหนังสือไปแล้ว เราสังเกตได้ว่าตัวเราเร็วน้อยลง เนื่องจากการควบคุมไม่ให้เกินพิกัด เราเหนื่อยน้อยลง มีสมาธิมากขึ้น และคิดหวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้นในวันต่อๆไป

ลองมาเดินให้ช้าลง ดูนาฬิกาให้น้อยลงกันมั๊ย